การเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความน่าเชื่อถือและจำกัดความรับผิดชอบทางกฎหมาย โดยในปี 2567-2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการอนุญาตให้มีผู้เริ่มก่อการเพียง 2 คน ก็สามารถจัดตั้งบริษัทได้นี่คือ 9 ขั้นตอนฉบับสมบูรณ์ที่จะช่วยให้คุณจดทะเบียนบริษัทได้อย่างมืออาชีพ:
ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบและจองชื่อนิติบุคคล
เริ่มต้นด้วยการจองชื่อผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) โดยต้องเตรียมชื่อที่ต้องการ 3 ชื่อเรียงตามลำดับความชอบ ชื่อต้องไม่ซ้ำหรือคล้ายกับบริษัทที่จดทะเบียนไว้เดิม และห้ามใช้คำต้องห้ามตามระเบียบของนายทะเบียน
ขั้นตอนที่ 2: เตรียมข้อมูลผู้เริ่มก่อการและผู้ถือหุ้น
กฎหมายใหม่กำหนดให้ต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน โดยต้องตกลงรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนหุ้นที่จะถือและขอบเขตของธุรกิจที่จะดำเนินการ
ขั้นตอนที่ 3: จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ (MOA)
คือการแจ้งรายละเอียดพื้นฐานของบริษัทต่อนายทะเบียน ได้แก่ ชื่อบริษัท จังหวัดที่ตั้งสำนักงานใหญ่ วัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจ และทุนจดทะเบียน
ขั้นตอนที่ 4: จัดประชุมจัดตั้งบริษัท (Statutory Meeting)
เมื่อจองซื้อหุ้นครบแล้ว ต้องนัดประชุมเพื่อพิจารณาข้อบังคับบริษัท, เลือกตั้งกรรมการ, แต่งตั้งผู้สอบบัญชี และรับรองกิจการที่ผู้เริ่มก่อการได้ทำมา
ขั้นตอนที่ 5: การเรียกชำระค่าหุ้น
กรรมการต้องเรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระเงินค่าหุ้น โดยกฎหมายกำหนดให้ต้องชำระอย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้น ที่จดทะเบียนไว้
ขั้นตอนที่ 6: ยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท
กรรมการผู้มีอำนาจต้องยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทภายใน 3 เดือนนับจากวันประชุมจัดตั้งบริษัท หากพ้นกำหนดต้องจัดประชุมใหม่ทั้งหมด
ขั้นตอนที่ 7: การจดทะเบียนภาษีและ VAT
เมื่อได้เลขทะเบียนนิติบุคคลแล้ว (ซึ่งจะใช้เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีด้วย) หากบริษัทมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์
ขั้นตอนที่ 8: ขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม
หากบริษัทมีการจ้างงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างมีหน้าที่ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันนับจากวันที่รับเข้าทำงาน
ขั้นตอนที่ 9: เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท
ขั้นตอนสุดท้ายคือนำหนังสือรับรองที่ออกโดย DBD พร้อมเอกสารทะเบียนบริษัทไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อแยกกระแสเงินสดของธุรกิจออกจากเงินส่วนตัวอย่างชัดเจน